Friday July 19, 2024
News Feeds:
จุรินทร์ ยันธุรกิจรับจ้างท้องผิดกฏหมาย PDF Print E-mail
Friday, 25 February 2011 00:00

25 ก.พ. รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเกี่ยวกับกรณีหญิงสาวชาวเวียดนามถูกหลอกลวงมารับจ้างตั้งท้อง ว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้เข้าไปติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ผลอย่างไรจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในภาพรวมถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดทั้งกฎหมายและผิดหลักมนุษยธรรม เป็นเรื่องดีแล้วที่ทางเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดี โดยผู้ที่ถูกบังคับให้ต้องตั้งท้องด้วยวิธีผสมเทียมหรือวิธีใดก็แล้วแต่ ที่เป็นปัญหา ได้ขอให้โรงพยาบาลนพรัตน์ฯ เข้าไปดูตั้งแต่เช้าวันนี้ พร้อมขอให้เลขาธิการแพทยสภาเข้าไปดู ทั้งในแง่ของกฎหมายและกระบวนการที่จะดูแลสุขภาพอนามัยของผู้ตั้งท้องทุกคน ซึ่งผลเป็นอย่างไรจะรายงานให้ทราบ ขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูก่อน

เบื้องต้น เหมือนกับการบังคับขืนใจให้ท้องคล้ายๆ กับการข่มขืน โดยหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขจะดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจในด้านการแพทย์ ส่วนการดำเนินคดีเป็นหน้าที่ของตำรวจ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของ พ.ร.บ.สถานพยาบาล ถ้าสถานพยาบาลใดไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน หากไปดำเนินการในลักษณะบังคับข่มขืนใจ หรือทำในสิ่งนี้ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว อย่างน้อยก็พ.ร.บ.สถานพยาบาล โดยหากผู้ที่เข้าไปทำไม่ใช่แพทย์ก็มีความผิดข้อหาหมอเถื่อนด้วย เนื่องจากการผสมเทียมทำได้โดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งแม้แต่เป็นแพทย์ทำ ถ้าไปทำในลักษณะบังคับขืนใจ ที่เขาไม่ได้ยินยอมก็มีความผิด ทั้ง พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะและผิดจริยธรรมของแพทยสภาด้วยก็ขอให้มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม กระทรวงสาธารณสุขจะเข้าไปดำเนินการต่อไป

ด้าน นางเสาวนีย์ โขมพัตร ผอ.สำนักป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือหญิงสาวชาวเวียดนาม จำนวน 13 ราย ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากการถูกบังคับให้อุ้มบุญว่า ได้รับตัวหญิงชาวเวียดนาม จำนวน 13 ราย มาอยู่ในความดูแลสถานสงเคราะห์แล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยสถานที่ เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย

อนึ่ง หญิงชาวเวียดนามทั้งหมดยังอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่  อีกทั้งอยู่ในช่วงตั้งครรภ์มีทั้งท้องแก่และท้องอ่อนจำนวน 7 คน จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ทั้งทางร่างกายและจิตใจจากแพทย์และนักสังคมสงเคราะห์ โดยกรณีนี้ถือเป็นกรณีแรกที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้วิธีการอุ้มบุญมาในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะได้จัดทีมนักกฎหมายช่วยดูแลเรื่องคดีเพื่อกันคนเหล่านี้เป็นพยาน เนื่องจากตาม พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ไม่ถือว่าเหยื่อของการค้ามนุษย์เป็นผู้ต้องหา แต่ต้องได้รับการคุ้มครองจนสิ้นสุดกระบวนการของกฎหมาย และจะให้การดูแลจนกว่าคนเหล่านี้พร้อมที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา

ที่มา: Mthai News

 
Copyright © 2024. Anti Labor Trafficking - โครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน.